วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ตัวอย่างแนวการวิเคราะห์วรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว


วรรณกรรมประเภทร้อยแก้วในปัจจุบันที่น่าสนใจ ได้แก่ เรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี วรรณกรรมเหล่านี้มีองค์ประกอบต่างกัน ผู้อ่านจำเป็นต้องทราบองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อที่จะพิจารณาวรรณกรรมได้อย่างละเอียด และได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

การอ่านและวิเคราะห์นวนิยาย
คำว่า นวนิยาย” (Novel) หมายถึง หนังสือที่เขียนเป็นร้อยแก้ว เล่าถึงชีวิตในแง่ต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น ด้านความคิด ความประพฤติและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต จริงของมนุษย์ ชื่อคน หรือพฤติกรรมที่แสดงออกเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น นวนิยายแบ่งเป็น ๖ ประเภท ดังนี้
๑. นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เช่น เรื่องผู้ชนะสิบทิศ (อิงประวัติศาสตร์มอญ) ซูสีไทเฮา (อิงประวัติศาสตร์จีน) สี่แผ่นดิน (อิงประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน
รัชกาลที่ ๕-๘) กระท่อมน้อยของลุงทอม (อิงประวัติศาสตร์อเมริกา)
๒. นวนิยายวิทยาศาสตร์ คือ นวนิยายที่นำความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ มาเขียนเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น เช่น กาเหว่าที่บางเพลง สตาร์วอร์ (Star war) 
มนุษย์พระจันทร์ มนุษย์ล่องหน เป็นต้น
๓. นวนิยายลึกลับ ฆาตกรรม นักสืบ สายลับ เช่น เรื่องเชอร์ลอกโฮม มฤตยูยอดรัก
๔. นวนิยายเกี่ยวกับภูติผีปิศาจ เช่น แม่นาคพระโขนง กระสือ ศีรษะมาร เป็นต้น
๕. นวนิยายการเมือง คือ นวนิยายที่นำความรู้ทางการเมืองการปกครอง มาเขียนเป็นเนื้อเรื่อง เช่น เรื่องไผ่แดง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เปาปุ้นจิ้น สามก๊ก สารวัตรใหญ่ เป็นต้น
๖. นวนิยายด้านสังคมศาสตร์ คือ นวนิยายที่จะสะท้อนสภาพสังคม เช่น เรื่องเมียน้อย เสียดาย เพลิงบุญ เกมเกียรติยศ นางทาส เป็นต้น
องค์ประกอบของนวนิยาย
นวนิยายแต่ละเรื่องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
๑. โครงเรื่อง (Plot) หมายถึง ขอบข่ายหรือโครงของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกัน
๒. เนื้อเรื่อง (Story) หมายถึง เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้เขียนถ่ายทอดยกมาทำให้ ผู้อ่านทราบว่าเรื่องที่อ่านนั้นเป็นเรื่องราวของใคร เกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร เมื่อใด มีเหตุการณ์ หรือความเกี่ยวข้องระหว่างตัวละครอย่างไร เรื่องเริ่มต้นอย่างไร ดำเนินไปอย่างไร และจบอย่างไร
                                                                                                                                                           ๓. ฉาก (Setting) คือ สถานที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่องอาจเป็นประเทศ เมือง หมู่บ้าน ทุ่งนาในโรงภาพยนตร์ ฯลฯ
๔. แนวคิด (Theme) ผู้แต่งจะสอดแทรกแนวคิดไว้อย่างชัดเจนในคำพูด นิสัย พฤติกรรม หรือบทบาทของตัวละคร หรือพบได้ในการบรรยายเรื่อง
๕. ตัวละคร (Characters) ผู้แต่งเป็นผู้สร้างตัวละครขึ้นมา โดยตั้งชื่อให้ แล้วกำหนดรูปร่าง หน้าตา เพศ วัย นิสัยใจคอ บุคลิกภาพ ตลอดจนกำหนดบทบาท และโชคชะตาของตัวละครเหล่านั้นด้วย

หลักการอ่านและพิจารณานวนิยาย ดังนี้
๑. โครงเรื่องและเนื้อเรื่อง การแสดงเนื้อเรื่องคือการเล่าเรื่องนั่นเอง ทำให้ผู้อ่านทราบว่าเป็นเรื่องราวของใคร เกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร เมื่อใด มีเหตุการณ์อะไร ส่วนโครงเรื่องนั้น คือส่วนที่เน้นความเกี่ยวข้องระหว่างตัวละครในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งเป็นเหตุผลต่อเนื่องกัน
โครงเรื่องที่ดีมีลักษณะดังนี้
๑.๑ มีความสัมพันธ์กันระหว่างเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องและระหว่างบุคคลในเรื่อง อย่างเกี่ยวเนื่องกันไปโดยตลอด
๑.๒ มีข้อขัดแย้งหรือปมของเรื่องที่น่าสนใจ เช่น ความขัดแย้งของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม การต่อสู้ระหว่างอำนาจอย่างสูงกับอำนาจอย่างต่ำในจิตใจ การชิงรักหักสวาท ฯลฯ 
ข้อขัดแย้งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ตัวละครแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาอย่างน่าสนใจ
๑.๓ มีการสร้างความสนใจใคร่รู้ตลอดไป (Suspense) คือการสร้างเรื่องให้ผู้อ่านสนใจใคร่รู้ อยากอ่านต่อ อาจทำได้หลายวิธี เช่น การปิดเรื่องที่ผู้อ่านต้องการทราบไว้ก่อน การบอกใบ้ให้ผู้อื่นทราบว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในตอนต่อไป การจบเรื่องแต่ละตอน ทิ้งปัญหาให้ผู้อ่านอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวต่อไป
๑.๔ มีความสมจริง (Realistic) คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล มิใช่เหตุประจวบหรือเหตุบังเอิญที่มีน้ำหนักเบาเกินไป เช่น คนกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน 
หาทางออกหลายอย่างแต่ไม่สำเร็จ บังเอิญถูกสลากกินแบ่งจึงพ้นความเดือดร้อนไปได้

๒. กลวิธีในการดำเนินเรื่อง จะช่วยให้เรื่องน่าสนใจและเกิดความประทับใจ ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี เช่น
๒.๑ ดำเนินเรื่องตามลำดับปฏิทิน คือเริ่มตั้งแต่ตัวละครเกิด เติบโตเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม สาว แก่ แล้วถึงแก่กรรม
๒.๒ ดำเนินเรื่องย้อนต้น เป็นการเล่าแบบกล่าวถึงเหตุการณ์ในตอนท้ายก่อนแล้วย้อนกลับไปเล่าตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบ
๒.๓ ดำเนินเรื่องสลับไปมา คือการเริ่มเรื่องในตอนใดตอนหนึ่งก่อนก็ได้ เช่น อาจกล่าวถึงอดีตแล้วกลับมาปัจจุบันอีก หรือการเล่าเหตุการณ์ที่เกิดต่างสถานที่สลับกันไปมา   ผู้อ่านควรพิจารณาว่ากลวิธีในการดำเนินเรื่องของผู้เขียนแต่ละแบบนั้นมีผลต่อเรื่องนั้นอย่างไร ทำให้เรื่องน่าสนใจชวนติดตาม และก่อให้เกิดความประทับใจหรือไม่ หรือว่าก่อให้เกิดความ
สับสน ยากต่อการติดตามอ่าน
๓. ตัวละคร ผู้อ่านสามารถพิจารณาตัวละครในนวนิยายในด้านต่อไปนี้
๓.๑ ลักษณะนิสัยของตัวละคร
๑) มีความสมจริงเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
คือ มีทั้งดีและไม่ดีอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่ว่าดีจนหาที่ติไม่ได้ หรือเลวจนหาที่ชมไม่พบ                                         
๒) มีการกระทำหรือพฤติกรรมที่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยของตน ไม่ประพฤติปฏิบัติในที่หนึ่งอย่างหนึ่งและอีกที่หนึ่งอย่างหนึ่ง
๓) การเปลี่ยนลักษณะนิสัยของตัวละครต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล
๓.๒ บทสนทนาของตัวละคร บทสนทนาที่ดีควรพิจารณา ดังนี้
๑) มีความสมจริง คือสร้างบทสนทนาให้สอดคล้องกับฐานะและลักษณะ ของตัวละครในเรื่อง
๒) มีส่วนช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไปได้
๓) มีส่วนช่วยให้รู้จักตัวละครในด้านรูปร่างและนิสัยใจคอ
๔) มีส่วนช่วยให้เรื่องน่าอ่าน มีชีวิตชีวา
โดยเฉพาะบทสนทนาที่คมคาย หรือมีอารมณ์ขัน
๔. ฉาก หมายถึง สถานที่และเวลาที่เรื่องนั้น ๆ เกิดขึ้น มีหลักการพิจารณา ดังนี้                                                                    ๔.๑ สอดคล้องกับเนื้อเรื่องและช่วยสร้างบรรยากาศ เช่น บ้านร้างมีใยแมงมุม จับอยู่ตามห้อง ฯลฯ น่าจะเป็นบ้านที่มีผีสิง คืนที่มีพายุฝนตกหนักน่าจะเป็นฉากสำหรับ ฆาตกรรม
๔.๒ ถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง ฉากที่มีความถูกต้องตามสภาพภูมิศาสตร์ และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ จะช่วยเสริมให้นวนิยายเรื่องนั้นมีคุณค่าเพิ่มขึ้น
๕. สารัตถะหรือสารของเรื่อง หมายถึง แนวคิด จุดมุ่งหมายหรือทัศนะของผู้แต่งที่ต้องการสื่อมาถึงผู้อ่าน ผู้แต่งอาจจะบอกผู้อ่านตรง ๆ หรือให้ตัวละครเป็นผู้บอกหรือ อาจปรากฏที่ชื่อเรื่อง แต่โดยมากแล้วผู้แต่งจะไม่บอกตรง ๆ ผู้อ่านต้องค้นหาสาระของเรื่องเอง เช่น เรื่องผู้ดีของดอกไม้สดต้องการแสดงว่า ผู้ดีนั้นมีความหมายอย่างไร เรื่องจดหมาย จากเมืองไทย ของโบตั๋น ต้องการแสดงให้เห็นข้อดีข้อเสียของคนไทย โดยเฉพาะน้ำใจ ซึ่งคนชาติอื่นไม่มีเหมือน
นวนิยายที่ดีจะต้องมีสารัตถะของเรื่องและมีคุณค่าต่อผู้อ่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

สุภาษิต คำพังเพย สำนวนไทย

กงกำกงเกวียน

ใช้เป็นคำอุปมาหมายความว่า เวรสนองเวร


, กรรมสนองกรรม, เช่น ทำแกเขาอย่างไร

ตนหรือลูกหลานก็อาจจะถูกทำในทำนองเดียวกันอย่างนั้นบ้าง เป็นกลกำกงเกวียน

กรวดน้ำคว่ำกะลา


, กรวดน้ำคว่ำขัน

ตัดขาดไม่ขอเกี่ยวข้องด้วย

กระดังงาลนไฟ

หญิงที่เคยแต่งงานหรือผ่านผู้ชายมาแล้ว ย่อมรู้จักชั้นเชิงทางปรนนิบัติและเอาอกเอาใจ

ผู้ชายได้ดีกว่าหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน

กระดี่ได้น้ำ

ใช้เปรียบเทียบคนที่แสดงอาการดีอกดีใจจนตัวสั่น เช่น เขาดีใจเหมือนกระดี่ได้น้ำ

กระต่ายขาเดียว


, กระต่ายสามขา

ยืนกรานไม่ยอมรับ

กระต่ายตื่นตูม

ใช้เปรียบเทียบคนที่แสดงอาการตื่นตกใจง่ายโดยไม่ทันสำรวจให้ถ่องแท้ก่อน

กระต่ายหมายจันทร์

ผู้ชายหมายปองผู้หญิงที่มีฐานะดีกว่า

กำขี้ดีกว่ากำตด

ได้บ้างดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

ประวัติ สนทรภู่

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

"สุนทรภู่" ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ “พ่อพัด” ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป

หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง “นิราศพระบาท” พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก “นิราศพระบาท” ก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย

จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร"

ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "สังข์ทอง" ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง "สวัสดิรักษา" ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ "พ่อตาบ
"สุนทรภู่" รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย
ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า "ห้องสุนทรภู่"
สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ"พ่อพัด" เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน "พ่อตาบ" เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ "พ่อนิล" เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ "พ่อกลั่น" และ "พ่อชุบ" อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า "ภู่เรือหงส์"

ผลงานของสุนทรภู่
หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ…

ประเภทนิราศ
- นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) - แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง

- นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) - แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา

- นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) - แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา

- นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง

- นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา

- นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา

- รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) - แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น "รำพันพิลาป" จากนั้นจึงลาสิกขาบท

- นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) –เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี

- นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) - แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร
ประเภทสุภาษิต - สวัสดิรักษา- คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์

- สุภาษิตสอนหญิง - เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงว่า สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์จริงหรือไม่

- เพลงยาวถวายโอวาท - คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว

ประเภทบทละคร - เรื่องอภัยณุรา ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประเภทบทเสภา
- เรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนกำเนิดพลายงาม)

- เรื่องพระราชพงศาวดาร

ประเภทบทเห่กล่อม
แต่งขึ้นสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เท่าที่พบมี 4 เรื่องคือ เห่จับระบำ, เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องกากี


ตัวอย่างวรรคทองที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่

ด้วยความที่สุนทรภู่เป็นศิลปินเอกที่มีผลงานทางวรรณกรรม วรรณคดีมากมาย ทำให้ผลงานหลาย ๆ เรื่องของ สุนทรภู่ ถูกนำไปเป็นบทเรียนให้เด็กไทยได้ศึกษา จึงทำให้มีหลาย ๆ บทประพันธ์ที่คุ้นหู หรือ "วรรคทอง" ยกตัวอย่างเช่น

ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ของทัลค๊อต พาร์สัน


พาร์สัน  เริ่มทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ด้วยความจำเป็นทางหน้าที่  4 ประการ คือ AGIL

AGIL

                หน้าที่คือ  ภารกิจที่ซับซ้อนที่มุ่งไปสูการตอบสนองต่อความต้องการ  หรือสู่ความจำเป็นของระบบ  พาร์สัน  เชื่อว่า  มีหน้าที่ ๆ  จำเป็นจริงอยู่  4 อย่างคือ

1.             Adaptation  (การปรับตัว)  ระบบต้องปรับเข้ากับความจำเป็นเร่งด่วน  (ฉุกเฉิน)  จากภายนอนสถานการณ์  ต้องปรับเข้ากับสิ่งแวดล้อมและปรับสิ่งแวดล้อมไปสู่ความจำเป็น

2.             Goal  Attainment  (การบรรลุเป้าหมาย)  ระบบต้องกำหนดและบรรลุเป้าหมายเบื้องต้น

3.             Integration  (บูรณาการ)  ระบบต้องสร้างระบบความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  ขององค์ประกอบต่างๆ  คือ  ต้องจัดความจำเป็นพื้นฐานทั้ง 3 ตัวคือ AGL  ให้สอดคล้องกัน 

4.             Latency   (Pattern  Maintenance)  การรักษาแบบแผนไว้            ระบบต้องธำรงไว้  รักษา  ฟื้นฟู  ทั้งการกระตุ้นปัจเจกชน  และแบบแผนทางวัฒนธรรม  ที่สร้างและสนับสนุนแรงจูงใจนั้น

สิ่งจำเป็นพื้นฐานเหล่านี้  เชื่อมกับระบบอินทรีย์ 4 ประการ  คือ

1.             ระบบอินทรีย์ทางชีวภาพ  (Biological) + ระบบการปรับตัว  (Adaptation)

2.             ระบบบุคลิกภาพ  (Personality  System)  +  การบรรลุเป้าหมาย  (Goal  Attainment)

3.             ระบบทางสังคม  (Social  System)  + บูรณาการ  (Integration)

4.             ระบบทางวัฒนธรรม  (Cultural  System)  +  การรักษาแบบแผน  (The  Pattern  Maintenance)

โครงสร้างของระบบการกระทำหลัก


ระบบการกระทำ


                ความคิดของพาร์สันชัดเจน่มากในเรื่องของระบบการกระทำซึ่งเราสามารถแบ่งออกเป็น 2  ลักษณะ คือ

1.             ระดับล่าง  (A & G)  เป็นพื้นฐานสำหรั้บระดับข้างบนนและจำเป็นสำหรับระดับบน

2.             ระดับบน  (L & I)  คอยควบคุมระดับล่างตามลำดับชั้น

ระบบสังคม  (Social  System)  = แนวความคิดของพาร์สันในเรื่อง  ระบบสังคม  เริ่มที่จุดเล็ก ๆ คือ  การปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเรา  (Ego)  กับผู้อื่น  (Atter  ego)  เขาจึงนิยามคำว่า  “Social  System”  ดังนั้น

ระบบสังคมประกอบไปด้วยคนหลาย ๆ  คน  มาปฏิสัมพันธ์กัน  ในสถานการณ์อันใดอันหนึ่ง  ผู้กระทำได้รับแรงจูงใจในแนวโน้มมีความพึงพอใจสูงสุด  ถูกกำหนด  และเชื่อมต่อในระบบที่มีสัญลักษณ์ทางมีโครงสร้างวัฒนธรรม  และร่วมกันอยู่

ความหมายของพาร์สัน ประกอบไปด้วยตัวหลัก 5 ตัว  คือ

1.  Acton = ผู้กระทำ                                          2.  Interaction =  การปฏิสัมพันธ์

3.  Environment  = สภาพแวดล้อม               4.  Optimization  of  gratification  =  ความพึงพอใจสูงสุด    5.  Culture  =  วัฒนธรรม

สรุปก็คือ  ระบบสังคม  (Social  System) 

ระบบสังคม  (Social  System)  คือ  การปฏิสัมพันธ์กันทางสังคม  ภายในระบบบการปฏิสัมพันธ์นั้น  พาร์สันเน้นที่  บทบาทและสถานภาพ  เป็นเรื่องใหญ่

สถานภาพ  หมายถึง  ตำแหน่งทางโครงสร้างภายในระบบของสังคม

บทบาท  หมายถึง  สิ่งที่ผู้กระทำ    ตามสถานภาพผู้กระทำ  ตามทัศนะของพาร์สัน   จึงเป็นส่วนหนึ่งในสถานภาพและบทบาทภายในระบบสังคม

นอกจากนี้แล้ว  พาร์สัน  ยังสนใจองค์ประกอบของโครงสร้าง  ได้แก่ ลักษณะส่วนรวม  (Collectivities)  บรรทัดฐาน  (Norm)  ค่านิยม  (Values)

พาร์สัน  ยังสนใจเกี่ยวกับวิธีที่จะนำโครงสร้างทั้ง 3  ประการข้างต้น  ไปสู่ผู้กระทำให้ได้  นั่นคือ กระบวนการ,  ขัดเกลาทางสังคม  (Socialization)  และกระบวนการการปลูกฝัง  (Internalization)  ให้มีประสิทธิภาพ  เพื่อได้ให้สมาชิกในสังคมได้เกิดความสำนึกต่อสังคม  นั่นหน้าที่ของโครงสร้างของบทบาทและค่านิยมสำคัญของระบบทางสังคม

อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนในสังคมปฏิบัติตามบรรทัดฐานและค่านิยม  คือ  การควบคุมทางสังคม  (Social  Control)  แต่ควรใช้เพียงเล็กน้อย  และในสถานการณ์ที่เหมาะสมเท่านั้น  ระบบที่ยืดหยุ่นจะทำให้ระบบแข็งเกร็ง  และบูรณาการในตัว

สรุป  การขัดเกลาทางสังคมและการควบคุมทางสังคมจึงเป็นกลไก  (เครื่องมือ)  อย่างดีที่จะทำให้ระบบทางสังคมอยู่ในดุลยภาพ

ทฤษฎีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดชนชั้นทางสังคม


ตามความคิดของ  Kingley  David &  Wilbert  Moore  คิงเลย์  เดวิด  และวิลเบริต์   มัวร์ ทั้งสองคิดว่า  การจัดชนชั้นทางสังคม  (Social  Stratification)  เป็นสากลและจำเป็นทุกสังคมต้องมีชนชั้น ชนชั้นมาจากเจตจำนงในการทำหน้าที่

1.             ในด้านโครงสร้าง มองว่าการจัดชนชั้นได้จัดบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ  ที่ได้รับความนับถือตาม  (ค่านิยม)  โดยมีเหตุจูงใจ  2  ประการ

1.1       ปลูกฝังให้บุคคลอยากเข้าสู่ตำแหน่งที่กำหนด

1.2      ทำตามบทบาทในตำแหน่งที่สังคมคาดหวังไว้

ดังนั้นการจัดบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่เหมาะสมจึงเป็นระบบทางสังคมในทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                   สิ่งจำเป็นพื้นฐานต่อหน้าที่หลักของสังคม (The Functional Prerequisite of Society ) ในการนิยามหน้าที่พื้นฐาน (Prerequisite) ก่อนเกิดหน้าที่ของระบบปฏิบัติการ (Action System)  มี 4 อย่าง คือ

1.             การปรับตัว (Adaptation)

2.             การบรรลุเป้าหมาย (Goal Attainment)

3.             บูรณาการ (Integration)

4.             การธำรงไว้ซึ่งแบบแผน (Pattern Maintenance)

                   สังคมเกิดจาการต้องการอยู่รวมกันแบบสมานฉันท์ของสมาชิกในสังคม สิ่งที่ทำให้เกิดการสมานฉันท์ที่สมบูรณ์แบบคือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Potential  Communication) หมายถึง ระบบสัญลักษณ์ร่วม (Shared Symbolic systems )โดยผ่านการเรียนรู้ระเบียบทางสังคม (Socialization)   

                   สังคมต้องมีเป้าหมายร่วมกัน ถ้าต่างกันจะเกิดความวุ่นวาย ด้วยเหตุนี้สังคมจำเป็นต้องมีวิธีการในการกำหนดเป้าหมาย โดยใช้ระบบบรรทัดฐาน (Normative System) , ความสำเร็จของบุคคล  ถ้าไร้บรรทัดฐานแล้ว สังคมจะไร้ระเบียบและเดือดร้อน

                   สังคมต้องมีระบบการเรียนรู้ สำหรับคนในสังคมต้องเรียนสิ่งต่างๆ ทั้งสถานภาพในระบบชนชั้น ค่านิยมร่วม จุดหมายที่ยอมรับร่วมกัน การรับรู้ร่วมกัน ตลอดจนการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก จึงช่วยให้เกิดความร่วมมือและปฏิบัติที่สอดคล้องกับบรรทัดฐาน

                   สังคมต้องมีมาตรการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ ยอมรับในค่านิยมที่เหมาะสม เขาจะประพฤติอยู่ในกรอบของความถูกต้องดีงาม โดยความสมัครใจ

ทฤษฎีหน้าที่นิยมของทัลคอตต์ พาร์สันส์  (Talcott Parsons’s Structural Functionalism) 4  ประการ  ที่จำเป็นต่อระบบต่าง ๆ คือ


                1. Adaptation  = การปรับตัว ระบบต้องจำเป็นปรับให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ในภายนอก คือ ปรับเข้ากับสิ่งแวดล้อมและความต้องการของสังคม

                2. Goal Attainment = การบรรลุเป้าหมาย ระบบจะต้องกำหนดและตอบสนองต่อเป้าหมายหลัก

                3. Integration = บูรณาการ ระบบจะต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ และจะต้องจัดการความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่พื้นฐานอื่น

                4. Latency (Pattern Maintenance) ระบบต้องธำรงและพื้นฟู แรงจูงใจของปัจเจกบุคคลและแบบบรรยายทางวัฒนธรรมที่นร้างรักษาแรงจูงใจนั้นไว้

                สิ่งจำเป็นพื้นฐานด้านหน้าที่  4  ประการนี้ จะต้องเกี่ยวข้องระบบการกระทำ (Action system)  4  อย่างคือ

1.             อินทรีย์ทางชีววิทยา (Biological Organism) ทำหน้าที่ในการปรับตัว

2.             ระบบบุคลิกภาพ (Personality System) ทำหน้าที่ในการบรรลุ

เป้าหมาย

3.             ระบบสังคม (Social system) ดูแลเกี่ยวกับการบูรณาการ โดยควบคุม

ส่วนต่าง ๆ

                4. ระบบวัฒนธรรม (Cultural system) ทำหน้าที่ในการธำรงแบบแผน โดยกำหนดบรรทัดฐานและค่านิยมแก่ผู้ปฏิบัติ

พาร์สันค้นพบระบบจากความเป็นระเบียบทางสังคม


                1. ระบบต่างมีความเป็นระเบียบ เป็นคุณลักษณะและหลายส่วนต้องพึ่งพาอาศัยกัน

                2.  ระบบมีแนวโน้มไปสู่การมีระเบียบแก่ตัวเอง หรือเรียกว่า  ดุลยภาพ” (Equilibrium)

                3.  ระบบอาจมีลักษณ์สถิตย์ (Static) หรือเป็นพลวัตร (Change) ก็ได้

                4.  ส่วนหนึ่งของระบบต้องมีผลกระทบต่อมีส่วนหนึ่งเสนอ

                5.  ระบบมีขอบเขตภายในสภาพแวดล้อมนั้น

                    6.  การแบ่งสรรและบูรณาการ (จัดการ)  เป็นกระบวนการพื้นฐานสำหรับการสร้างดุลยภาพในระบบ

7.  ระบบต่างมีแนวโน้มที่รักษาไว้ขอบเขตและความสัมพันธ์ของส่วนร่วมที่มีต่อส่วนรวมและควบคุมความแตกต่าง และการเปลี่ยนแปลงภายในระบบไว้

ระบบสังคม (Social System)

             Pansons  เริ่มความคิดเกี่ยวกับระบบสังคม  ในระดับดุลภาค (Micro Level) ด้วยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเอง (ego) กับผู้อื่น (Alter ego) โดยนิยมว่าระบบหน้าที่

สภาพแวดล้อม
 

ผู้กระทำ

การปฏิสัมพันธ์

วัฒนธรรม

 

สัญลักษณ์ร่วม
 

ความพึงพอใจ
 
                Pansons  ระบบสังคมประกอบขึ้นด้วยผู้กระทำมาปฏิสัมพันธ์กันในสถานการณ์ที่มีลักษณะทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมคล้ายคลึงกัน ผู้กระทำถูกจูงใจจากแนวโน้มด้านความพึงพอใจขั้นสูงและพฤติกรรมของพวกเขาเกี่ยวพันกับสถานการณ์นั้น ๆ มันถูกนิยามและสื่อสารในรูปของระบบ  โครงสร้างทางวัฒนธรรมและสัญลักษณ์ร่วม

ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่แบบคลาสสิก


นักสังคมวิทยาแบบคลาสสิก  3  ท่าน  คือ  ออกุสค์  คองต์,  เฮอร์เบริต์  สเปนเซอร์  และอีมิล  เดอร์คไฮม์  มีอิทธิพลต่อทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่อย่างมาก

คองต์  มีความคิดแบบบรรทัดฐานเกี่ยวกับสังคมที่ดี  (Good  Society)  สังคมที่ดีต้องมีดุลยภาพ  (equilibrium)  เขานำเสนอทฤษฎีอินทรีย์ทางสังคม  (Organism)  โดยมองเปรียบเทียบสังคมกับอวัยวะทางร่างกายคล้าย ๆ กัน  โดยเฉพาะการทำหน้าที่  เขาจึงเรียกว่า  ทฤษฎีอินทรีย์ทางสังคม  (Social  Organism )  เช่น  เขาเปรียบเซลส์เหมือนกับครอบครัว  และ

 



เนื้อเยื่อกับการแบ่งชนชั้นทางสังคม  อวัยวะกับเมือง  และชุมชน  เป็นต้น

สเปนเซอร์  ก็นำหลักอินทรีย์มาใช้เหมือนกัน  แต่เขามองที่สังคมทั้งหมด  โดยเน้นที่ตัวผู้กระทำเป็นหลัก  เขาแบ่งอินทรีย์ไว้เป็น  2 ระดับ คือ

1.             สังคม  (Social  Organism)

2.             ปัจเจก  (Individual  Organism)

ขณะที่ทั้ง  2  อย่างเจริญขึ้น  สิ่งที่ไม่เป็นอินทรีย์ไม่เจริญ  และยิ่งมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น  ยิ่งมีความสลับซับซ้อนและแตกต่างยิ่งขึ้น  ยิ่งแตกต่าง  ยิ่งทำให้หน้าที่แตกต่างไปด้วย  และต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน  ดังนั้น  ตัวไหนเปลี่ยนอีกตัวก็เปลี่ยน

เดอร์คไฮม์  ความสนใจของเขาอยู่ที่  Social  Organism  และการปฏิสัมพันธ์กัน  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการทางสังคม  (Social  Need)  อันประกอบไปด้วย

1.             สาเหตุทางสังคม  (Social  Cause) 

2.             หน้าที่ทางสังคม  (Social  Function)

สาเหตุ  เกี่ยวกับว่าเหตุใดจึงมีโครงสร้างอย่างนี้และมีรูปแบบอย่างนี้

หน้าที่  เกี่ยวกับความต้องการการต่อระบบที่ขยายออกไปได้รับการตอบสนอง  โดยโครงสร้างที่ให้ไว้หรือไม่

 

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎีโครงส้าง


ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่  (Structural  Functionalism)

                ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่  เป็นทฤษฎีหลักทางสังคมวิทยา และเป็นทฤษฎีที่ทางอิทธิพลทฤษฎีหนึ่งของสังคมวิทยา  นั่นหมายถึงเราสามารถใช้ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่  อธิบายหรือพยากรณ์  ทำความเข้าใจ  ปรากฏการณ์ทางสังคมได้อย่างชัดเจนและละเอียดในทุกระดับชั้นของสังคมโลกเป็นอย่างดี

ขอบข่ายของทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่

                ถ้าเราจะศึกษาทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่  ให้ครบถ้วนแล้วเราต้องศึกษาเรื่องใดบ้าง  เรื่องที่เราจะต้องศึกษามีดังต่อไปนี้คือ

1.             ทฤษฎีโครงสร้าง - หน้าที่คลาสสิก  (Classical  Structural  Functionalism)

2.             ทฤษฎีหน้าที่ของการชนชั้น  (The  Functional  Theory  of  Stratification)

3.             สิ่งจำเป็นของหน้าที่ในสังคม  (The  Functional  Prerequisites  of  Society)

4.             ทฤษฎีโครงสร้าง หน้าที่ของพาร์สัน  (Parsons’s  Structural  Functionalism)
ถ้าอยากรู้ความหมายของแต่ละทฤษฎีรอติกตามโฟสหน้านะค่ะ